ในปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ไฟแรงส่วนใหญ่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการทำงานมากกว่าชีวิตส่วนตัวเสียอีก บางคนถึงขั้นไม่มีคนรู้ใจ เพราะตัวเองใช้เวลากับการทำงานเกือบจะตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากชีวิตจะห่างไกลความสุขแล้ว ร่างกายยังอ่อนล้าจนอาจจะล่มป่วยลงได้ คำนิยามที่เราได้ยินอยู่บ่อย ๆ ว่าให้ใช้ชีวิตแบบ “Work-Life Balance” จึงเข้าหูเราอยู่บ่อยครั้ง แล้วต้อง Work-Life Balance อย่างไร ให้ชีวิตสมดุลกันหรอ?

 

เนื่องในวันที่ 5 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวัน Work-a-Holic Day เพื่ออุทิศให้กับผู้ที่ทุ่มเทตนให้กับการทำงานยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง วันนี้ HappyFresh จึงมาบอกวิธี Work-Life Balance อย่างไร ให้ ชีวิตสมดุลและรักตัวเองให้มาก ๆ

 

‘Never get so busy making a living that you forget to make a life.’

(Dolly Parton, singer)

   “อย่ามัวแต่ยุ่งทำงานหาเงินเพื่อชีวิต จนลืมไปว่าต้องใช้ชีวิต”

 

HappyFresh_Work_Life_Balance_Plan

1. บริหารเวลาให้เป็น

การแบ่งเวลาระหว่างการใช้ชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานให้เท่ากันเป็นเรื่องยาก ยิ่งสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่แค่เดินทางไป-กลับจากที่ทำงานไปบ้านก็กินเวลาเกือบจะค่อนวันแล้ว ไหนจะต้องทำงานให้เสร็จตามเดดไลน์อีก สิ่งที่ควรทำก็คือรู้จักจัดลำดับเวลาและความสำคัญระหว่างงานที่เร่งด่วนและงานที่ยังพอมีเวลาทำ หากเราสามารถทำงานเสร็จได้ตามตารางงาน เราจะเหลือเวลาในการพักผ่อนอย่างเหลือเฟือ

 

HappyFresh_Work_Life_Balance_Rest

2. เหนื่อยก็พัก

อะไรที่ตึงเกินไปก็ไม่ดีทั้งนั้น ทำงานแบบยึดหลักทางสายกลางดีที่สุด หากเรารู้สึกเหนื่อยล้าจนสมองไม่รับอะไรแล้ว ร่างกายก็ไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า นั่นหมายความว่า พักผ่อนเถอะ หยุดพักสักครึ่งชั่วโมง หาเพลงฟังสักนิด หาคลิปวิดีโอดูสักหน่อย ออกไปเดินเล่น ซื้อเครื่องดื่มซื้อขนม กองทัพต้องเดินด้วยท้อง สติมาปัญญาเกิด สมองแล่นแล้วค่อยทำงานต่อก็ยังไม่สาย

 

HappyFresh_Work_Life_Sleep

3. สุขภาพสำคัญที่สุด

การพักผ่อนให้เพียงพอสำคัญที่สุด ถึงงานจะสำคัญแค่ไหน ร่างกายและสุขภาพของเราก็ต้องมาเป็นอันดับแรก อีกทั้งควรรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ออกกำลังกายเป็นประจำ และที่สำคัญควรพักผ่อนให้เพียงพอ วัยทำงานอย่างเรา ๆ ควรนอนอย่างน้อย 7-9 ชั่วโมง ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการนอนมากที่สุดไม่ควรเกิน 22.00 น. 

 

HappyFresh_Work_Life_Balance_Ask_For_Help

4. ปากอย่าแข็ง รู้จักปฏิเสธและขอความช่วยเหลือให้เป็น

ไม่ไหวก็ต้องบอกไม่ไหว อย่าฝืนตัวเอง การขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นบ้างในบางที ไม่ได้เสียศักดิ์ศรีขนาดนั้น ศักดิ์ศรีกินไม่ได้ อย่ากดดันตัวเองมากเกินความจำเป็น เพราะนอกจากจะทำให้สมองตื้อ คิดงานไม่ออกแล้ว สุขภาพจิตยังจะทรุดลงอีกด้วย หากมีคนมอบหมายงานที่เกินหน้าที่ของเราไปมาก แถมงานตัวเองก็ยังไม่เสร็จ เราควรจะปฏิเสธด้วยถ้อยคำสุภาพ พร้อมทั้งบอกเหตุผลเพื่อขอความเห็นใจ

 

HappyFresh_Work_Life_Balance_Perfectionnist

5. ไม่ต้องเป็นเพอร์เฟคชั่นนิสตลอดเวลา

ยึดหลักการเดิมนั่นก็คือ “ทางสายกลาง” อะไรอะลุ่มอล่วยได้ก็ควรปล่อยมันไปบ้าง ถ้าความเพอร์เฟคจะทำให้เรากลายเป็นคนที่เครียดอยู่ตลอดเวลา นั่นไม่ได้ส่งผลดีกับงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับร่างกายและสุขภาพจิตของตัวเราเองอย่างแน่นอน เพียงแค่เราทำเต็มที่ ทำให้ดีที่สุด นั่นก็ถือเป็นคำนิยามว่าเพอร์เฟคสำหรับเราแล้ว

 

HappyFresh_Work_Life_Balance_Cooking

6. หางานอดิเรก นอกเหนืองานหลัก

นอกเหนือการพักผ่อนให้เพียงพอแล้ว เรายังสามารถหาสิ่งที่เราสนใจ เพื่อนำมาเป็นการอดิเรกของตนเองได้ เช่น เล่นดนตรี อ่านหนังสือ วาดรูป ปลูกต้นไม้ ทำอาหาร ฯลฯ นำความชอบของเราเปลี่ยนมาเป็นเซฟโซน เสมือนเราได้หยุดพักที่จุดพักรถ แวะดื่มน้ำสักหน่อย เข้าห้องน้ำก่อนพร้อมลุยเดินทางต่อบนเส้นทางอันยาวไกล

 

HappyFresh_Work_Life_Balance_Cross_Word

อย่าลืมว่าหัวใจหลักของ “Work-Life Balance” คือการรักตัวเองให้มาก ๆ ให้ความสำคัญกับสุขภาพของตัวเองมากกว่างาน พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ใส่ใจในการเลือกสรรวัตถุดิบในการประกอบอาหารที่มีคุณภาพ หากใครทำงานจนไม่มีเวลาซื้อของสดของใช้จำเป็นเข้าบ้าน ก็อย่าลืม HappyFresh ที่จะคอยช่วยคุณคัดสรรความสดส่งตรงถึงมือ โดยไม่ต้องเดินทางออกไปซื้อถึงซูเปอร์มาร์เก็ต สะดวกสุด ๆ

 


อ่านเพิ่มเติม: วิธีคลายเครียด 6 วิธี ช่วยเพิ่มพลังบวก ในช่วงวิกฤตโควิด